ในการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และพื้นที่ติดตั้ง สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระบบหลักดังนี้
ระบบ On-Grid – ระบบเชื่อมต่อสายส่ง
เป็นระบบที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยตัวระบบจะเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าโดยตรง
การทำงาน : แผงโซลาร์ผลิตไฟและส่งผ่าน Inverter เพื่อนำมาใช้ร่วมกับไฟจากการไฟฟ้าในตอนกลางวัน
ข้อดี : ลงทุนน้อย คืนทุนไวที่สุด เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟตอนกลางวัน ออฟฟิศ หรือโรงงาน
ข้อควรทราบ : หากไฟจากการไฟฟ้าดับ ระบบจะหยุดทำงานเพื่อความปลอดภัย
ระบบ Off-Grid – ระบบอิสระ
เป็นระบบที่ทำงานแยกขาดจากการไฟฟ้าโดยสิ้นเชิง (Stand-alone)
การทำงาน : ผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์และกักเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ทั้งหมดเพื่อใช้งาน
ข้อดี : ไม่ต้องเสียค่าไฟรายเดือน และใช้งานได้ในพื้นที่ที่สายไฟของการไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
ข้อควรทราบ : ต้องคำนวณปริมาณการใช้ไฟและขนาดแบตเตอรี่ให้แม่นยำเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน
ระบบ Hybrid System – ระบบผสมผสานทั้งสองแบบ
เป็นการรวมข้อดีของทั้งระบบ On-Grid และ Off-Grid เข้าด้วยกัน
การทำงาน : สามารถดึงไฟจากแผงโซลาร์มาใช้, เก็บลงแบตเตอรี่และเชื่อมต่อกับไฟจากการไฟฟ้าได้พร้อมกัน
ข้อดี : มีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ไฟดับระบบก็ยังสามารถจ่ายไฟสำรองจากแบตเตอรี่มาใช้งานต่อได้ทันที
ข้อควรทราบ : มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีในการจัดการพลังงานที่สูงกว่าระบบอื่น
การติดตั้งระบบโซลาร์ไม่ใช่เพียงแค่การติดตั้งแผงบนหลังคา แต่คือการติดตั้ง "ระบบบริหารจัดการรายจ่าย"
ที่จะช่วยคุณในด้านต่างๆ ดังนี้
ช่วยลดค่าไฟฟ้าทันที (Cost Reduction)
ประหยัดรายเดือน : ลดภาระค่าไฟได้ตั้งแต่ 30-70% ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มใช้งาน
ล็อกราคาต้นทุนพลังงาน : ในขณะที่ค่าไฟหลวงปรับตัวสูงขั้นเรื่อยๆ แต่ต้นทุนไฟฟ้าจากแสงแดดของคุณจะมีค่าเท่ากับ "ศูนย์" ไปตลอดอายุการใช้งานมากกว่า 25 ปี
ช่วยจัดการพลังงานด้วยสมองกล (Smart AI Management)
AI Smart Load & Shift : ระบบ Hybrid AI ของเราจะช่วย "คิด" แทนคุณ โดยการเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งที่ถูกที่สุดในเวลานั้นๆ (เช่น สั่งชาร์จ
แบตเตอรี่ด้วยไฟราคาถูกในช่วงกลางคืน เพื่อนำมาใช้ในช่วงกลางวันที่ค่าไฟแพง) ซึ่งช่วยลดจุดคุ้มทุนให้เร็วขึ้นกว่าระบบทั่วไป
ตรวจสอบได้ Real-time : คุณสามารถดูผ่านแอปพลิเคชันได้ทันทีว่าระบบ "ช่วยประหยัดเงิน" ไปแล้วเท่าไหร่ในแต่ละวัน
ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ต่อเนื่อง (Power Reliability)
ระบบไฟสำรอง (Backup) : ในระบบ Hybrid เมื่อเกิดเหตุไฟหลวงดับ ระบบจะช่วยจ่ายไฟจากแบตเตอรี่มาเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นทันทีทำให้ธุรกิจไม่สะดุด และชีวิตในบ้านยังคงสะดวกสบาย
ลดการกระชาก : ด้วยเทคโนโลยี High Voltage (HV) ช่วยให้การสตาร์ทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่หรือการชาร์จรถ EV เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ดึงกระแสไฟจนระบบเสียหาย
ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Environmental Impact)
ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์: การผลิตไฟใช้เองช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เปลี่ยนบ้านของคุณให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม Green Living
มาตรฐานแบตเตอรี่ปลอดภัย: เราใช้แบตเตอรี่มาตรฐาน EV Grade ที่ทนทานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปไปในระยะยาว
เหนือกว่าระบบโซลาร์ทั่วไปด้วย "สมองกลอัจฉริยะ"
ในระบบ Hybrid ปกติ พลังงานจะถูกจัดการตามลำดับพื้นฐาน แต่สำหรับระบบ Hybrid AI ของเรา คือการนำเทคโนโลยีการประมวลผลขั้นสูง
เข้ามาควบคุมการไหลเวียนของพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยไฟฟ้า ที่คุณผลิตได้ ถูกนำไปใช้ในจังหวะที่ "ประหยัดเงินที่สุด" และ "มีประสิทธิภาพสูงสุด"
AI Smart Load & Shift (การบริหารค่าไฟเชิงรุก) : ระบบ AI จะวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ไฟของคุณและราคาค่าไฟจากการไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา
หากคุณใช้มิเตอร์แบบ TOU (Time of Use) AI จะสั่งการให้ชาร์จไฟกักเก็บไว้ในช่วงราคาถูก (Off-Peak) และปล่อยพลังงานออกมาใช้
ในช่วงที่ค่าไฟแพง (Peak) โดยอัตโนมัติ ช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Low & High Voltage Flexibility (ความยืดหยุ่นของแรงดัน) : ระบบของเราถูกออกแบบมาให้รองรับการทำงานร่วมกับแบตเตอรี่มาตรฐาน EV Grade ทั้งสองรูปแบบ:
Low Voltage (LV) : เน้นความคุ้มค่าและการสำรองไฟพื้นฐานที่ปลอดภัย
High Voltage (HV) : เทคโนโลยีแรงดันสูงที่ลดการสูญเสียพลังงาน (Loss) ในระบบต่ำที่สุด สามารถจ่ายกระแสไฟหนักๆ
เพื่อสตาร์ทเครื่องปรับอากาศหลายตัวพร้อมกัน หรือชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้อย่างราบรื่นโดยไม่เกิดการกระชากของระบบ
Predictive Maintenance & Monitoring : AI จะทำการตรวจสอบสุขภาพของแผงโซลาร์และแบตเตอรี่แบบ Realtime หากพบความผิดปกติ
หรือประสิทธิภาพการผลิตลดลง ระบบจะแจ้งเตือนผ่านสมาร์ทโฟนทันที ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าระบบจะทำงานได้เต็ม 100% ตลอดเวลา